วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บทที่ 10

คอมพิวเตอร์กับการเรียนการสอน

คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแทบทุกวงการ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีขนาดเล็กลง ราคาไม่สูงมากนัก ในวงการศึกษาได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ทั้งในด้านการบริหาร การบริการ และการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้เพราะคอมพิวเตอร์สามารถช่วยผู้สอนแก้ปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ ผู้สอนสามารถจัดโปรแกรมการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามความสามารถและความถนัดของตนเอง หรืออาจใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับสื่ออื่นๆเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

การใช้คอมพิวเตอร์กับการศึกษา

ปัจจุบันวงการศึกษาได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก และราคาไม่สูงเกินไปที่สถานศึกษาต่าง ๆ จะหาซื้อมาไว้ใช้ได้ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษานั้นสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. การใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหาร สามารถใช้ได้ 2 ด้านคือ
1.1 ด้านของผู้บริหารสถานศึกษา คอมพิวเตอร์สามารถช่วยผู้บริหารสถานศึกษาในการทำงานด้านต่าง ๆ เช่น การจัดทำบัญชี การจัดตารางสอน การเก็บบันทึกข้อมูลเป็นต้น
1.2 ด้านของครูผู้สอน คอมพิวเตอร์สามารถช่วยครูผู้สอนในการทำงานและจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้ เช่น การพิมพ์เอกสารประกอบการสอน การใช้โปรแกรมเพื่อคิดคะแนนสอบและตัดเกรด เป็นต้น

2. การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน ลักษณะการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้านการเรียนการสอน พอจะแบ่งเป็นลักษณะกว้าง ๆ เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้
2.1 การสอนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับส่วน
ประกอบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเพื่อผู้เรียนได้ทราบถึงบทบาทและผลกระทบของคอมพิวเตอร์ที่มีต่อสังคมและการดำเนินชีวิต
2.2 การสอนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้สอน
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภาษาต่างๆ เช่น ภาษา BASIC
(Beginners All - Purpose Symbolic Instruction Code) และภาษา Pascal เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเขียนคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์ของผู้เรียน
2.3 การสอนการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เป็นการสอนในลักษณะที่นำคอมพิวเตอร์มา
ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนและการทำงานของผู้เรียน เช่น การใช้ word processor ในการพิมพ์รายงาน การนำโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ในงานด้านการวิจัย และสถิติ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ และในการทำงานด้านกราฟิก เป็นต้น
2.4 การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียนการสอนหรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า
Computer Assisted Instruction (CAI) เป็นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาความรู้ให้แก่ผู้เรียน

คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน

คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Computer Assisted instruction และนิยมเรียกย่อ ๆ ว่า CAI นอกจากนี้คำที่มักจะพบบ่อย ๆ ซึ่งมีความหมายในทำนองเดียวกัน ได้แก่
Computer Aided instruction(CAI)
Computer Assisted Learning (CAL)
Computer Aided Learning(CAL)
Computer Based Instruction (CBI)
Computer Based Training(CBT)
คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน หมายถึง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน โดยที่เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัดและการทดสอบจะถูกพัฒนาขึ้นในรูปของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักเรียกว่า Courseware ผู้เรียนจะเรียนบทเรียนจากคอมพิวเตอร์ โดยคอมพิวเตอร์จะสามารถเสนอเนื้อหาวิชาซึ่งอาจจะเป็นทั้งในรูปตัวหนังสือ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว สามารถถามคำถาม รับคำตอบจากผู้เรียนตรวจคำตอบ และแสดงผลการเรียนในรูปของข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ให้แก่ผู้เรียน
นักการศึกษาและนักวิจัยส่วนใหญ่จะมีความเห็นตรงกันว่าประสิทธิผลของคอมพิวเตอร์ช่วยการสอนนั้นเป็นผลมาจากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ
1. คอมพิวเตอร์ช่วยการสอน เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียน
2. คอมพิวเตอร์ช่วยการสอนเป็นรูปแบบของการเรียนการสอนที่เหมาะสมยิ่งสำหรับการเรียนด้วยตนเอง
3. คอมพิวเตอร์ช่วยการสอนสามารถทำให้ผู้เรียนได้ Feedback ทันทีในระหว่างที่เรียน

1. โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน
โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอนจะประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือ
1.1 การนำเสนอ ( Presentation ) คือการนำเสนอเนื้อหาบทเรียน ทั้งในรูปของ ตัวหนังสือ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะของมัลติมีเดีย
1.2 ปฏิสัมพันธ์ ( Interaction ) คือการโต้ตอบกับผู้เรียนเช่น Mouse-Click , Hot-Key , Text-Matching ,Time , Sound เป็นต้น
1.3 การประมวลผล ( Evaluation ) คือการประมวลผลการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยจะรวบรวมผลของการโต้ตอบที่ต้องการมาเป็นข้อมูลและคำนวณผลออกมา เป็นเปอร์เซนต์ เกณฑ์ หรือ เกรด ก็ได้

2. รูปแบบของคอมพิวเตอร์ช่วยการสอน
ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ช่วยการสอนที่ใช้ในวงการศึกษานั้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน รูปแบบหลักที่พบเห็นเสมอ ๆ พอจะแบ่งออกได้เป็น 5 รูปแบบ ดังนี้
2.1 การฝึกหัด (Drill and Practice)
คอมพิวเตอร์ช่วยการสอนในลักษณะนี้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาแล้ว เพื่อช่วยในการจำเนื้อหาหรือเป็นการฝึกทักษะในสิ่งที่ได้เรียนในห้องเรียน วัตถุประสงค์หลักของ Drill and Practice ก็เพื่อเสริมแรงในสิ่งที่ได้เรียนแล้ว โดยคอมพิวเตอร์จะเสนอสิ่งเร้าซึ่งอาจจะเป็นในรูปของคำถาม ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตอบสนองหรือตอบคำถาม และสามารถให้การเสริมแรง หรือให้ Feedback แก่ผู้เรียนได้ทันที Drill and Practice ที่ดีควรจะมีลักษณะดังนี้
- การใช้กราฟิก เสียง และสีควรจะจัดอย่างเหมาะสม
- อาจจะใช้รูปแบบของเกมเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการฝึกหัด
- จัด Feedback ให้เหมาะสมสำหรับ คำตอบที่ถูก และคำตอบที่ผิด
- สามารถควบคุมอัตราความเร็วในการนำเสนอ
- ควรจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถย้อนกลับไปทบทวนบทเรียน
- สามารถสุ่มคำถามหรือปัญหาได้
- สามารถหยุดบทเรียน และกลับมาทำต่อที่จุดที่ต้องการได้
2.2 การสอน (Tutorials Instruction)
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะนี้เป็นการสอนสิ่งใหม่ซึ่งผู้เรียนไม่คุ้นเคยมาก่อนบทเรียนในลักษณะนี้จะเสนอเนื้อหาวิชา ถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เพิ่งเสนอไป และจากคำตอบของผู้เรียนคอมพิวเตอร์ก็จะตัดสินใจว่า ผู้เรียนควรจะเรียนเนื้อหาต่อไป หรือควรจะได้มีการทบทวนเนื้อหาที่เพิ่งเรียนนั้น หรือมีการซ่อมเสริมอย่างไร ลักษณะของ Tutorial ที่ดีควรจะเป็นดังนี้
- เนื้อหาหรือมโนทัศน์ที่เสนอควรจะจัดอย่างเป็นระบบระเบียบเพื่อไม่ให้ผู้
เรียนเกิดความสับสน
- กราฟิกและเสียงประกอบสอดคล้องกับเนื้อหาวิชา
- ผู้เรียนสามารถควบคุมจังหวะความเร็วในการเสนอเนื้อหา
- ควรจะมีวิธีในการที่จะบันทึกคะแนนของผู้เรียนไว้เพื่อผู้สอนจะได้
สามารถนำมาตรวจสอบความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน และผู้เรียนทั้งชั้นได้
2.3 เกมเพื่อการสอน (Instruction Games)
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะนี้ เป็นการสอนเนื้อหาวิชาในรูปแบบของเกม โดยทั่วไปลักษณะของเกมจะมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนเป็นการแข่งขัน เมื่อจบเกมแล้ว ก็จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ Instruction Games มักจะออกแบบเพื่อให้ทั้งความรู้และความบันเทิงแก่ผู้เรียน เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถเสนอภาพกราฟิคที่มีสีสวยงามและทำเสียงประกอบได้จึงทำให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
2.4 สถานการณ์จำลอง (Simulation)
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรูปแบบของ Simulations เป็นการจำลองสถานการณ์จริงโดยคอมพิวเตอร์จะเสนอสถานการณ์ให้แก่ผู้เรียน ให้โอกาสผู้เรียนได้วิเคราะห์ และตัดสินใจจากข้อมูลที่จัดให้ เพื่อที่จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เนื่องจาก Simulations มีลักษณะที่ค่อนข้างซับซ้อน ผู้สร้างบทเรียนในลักษณะนี้จะต้องอาศัยการคาดคะเนในเรื่องการตอบสนองในรูปแบบต่าง ๆ จากผู้ใช้บทเรียนและผลที่จะเกิดจากการตอบสนองเพื่อนำมาพิจารณาในการสร้าง และผู้สร้างบทเรียนในลักษณะนี้จะต้องมีทักษณะระดับสูงในเรื่องการเขียนโปรแกรม เพื่อสร้างบทเรียนในลักษณะนี้
2.5 การทดสอบ (Test)
การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการทดสอบ มิใช่เป็นการใช้เพียงเพื่อปรับปรุงคุณภาพของแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้สอนมีความรู้สึกที่เป็นอิสระจากการผูกมัดทางด้านกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการทดสอบได้อีกด้วย เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงการทดสอบจากแบบแผนเก่าๆ ของปรนัยหรือคำถามจากบทเรียน มาเป็นการทดสอบแบบมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้เรียนหรือผู้ที่ได้รับการทดสอบซึ่งเป็นที่น่าสนุกและน่าสนใจกว่า พร้อมกันนั้นก็อาจเป็นการสะท้อนถึงความสามารถของผู้เรียนที่จะนำความรู้ต่างๆมาใช้ในการตอบได้อีกด้วย

อินเทอร์เน็ต

การนำอินเตอร์เน็ตมาใช้ประโยชน์กับการศึกษาจะมีส่วนสำคัญ ในการพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถนำข้อมูลการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

1. ความหมายของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ต คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอยู่ทั่วโลกเข้าด้วยกัน เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องหรือทุกเครือข่ายสามารถติดต่อกันได้ ซึ่งการเชื่อมเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้จะทำให้ผู้ใช้สามารถรับส่งข่าวสารข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ถึงกันได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว

2. การเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ต การนำคอมพิวเตอร์ของเราเชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ตจะกระทำได้ 2 ลักษณะ คือ
2.1 การเชื่อมต่อโดยตรง การเชื่อมต่อแบบนี้ จะเป็นการนำระบบของเราเข้าเชื่อมต่อโดยตรงกับสายหลัก (Backbone) ของอินเตอร์เน็ต โดยผ่านทางอุปกรณ์ที่เรียกว่า เกตเวย์ (Gateway)หรือเราเตอร์ ( IP Router) ร่วมกับสายสัญญาณความเร็วสูง โดยเราจะต้องติดต่อโดยตรงกับ
InterNIC เพื่อขอชื่อโดเมนและติดตั้งเกตเวย์เข้ากับสายหลัก การเชื่อมต่อแบบนี้จะสามารถติดต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แต่ค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อลักษณะนี้จะแพงมาก ทั้งทางด้านอุปกรณ์และการบำรุงรักษา
2.2 การเชื่อมต่อผ่านทางผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ไอเอสพี (ISP) จะทำการติดตั้งและดูแลเครื่องให้บริการ(Server) ที่ต่อตรงเข้ากับอินเตอร์เน็ต ซึ่งอนุญาตให้ผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกนำระบบของตนเข้ามาเชื่อมต่อได้ ISP จึงเปรียบเสมือนช่องทางผ่านเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต ในการเชื่อมต่อผ่านทาง ISP นี้ ยังแบ่งลักษณะการเชื่อมต่อออกเป็น 2 ประเภท ตามความต้องการใช้งานของสมาชิก คือ
2.3 การเชื่อมต่อแบบองค์กร (Corporate User Services) โดยองค์กรที่มีการจัดตั้งระบบเครือข่ายใช้งานในองค์กรอยู่แล้ว จะสามารถนำเครื่องแม่ข่าย (Server) ของเครือข่ายนั้นเข้าเชื่อมต่อกับ ISP เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งจะทำให้เครื่องอื่น ๆ ในระบบสามารถเข้าไปใช้บริการต่าง ๆ ในอินเตอร์เน็ตได้ทุกเครื่อง การเชื่อมต่อแบบนี้อาจเชื่อมต่อผ่านทางสายโทรศัพท์หรือ คู่สายเช่า (Lease line) ซึ่งต้องขอเช่ากับการสื่อสารแห่งประเทศไทย
2.4 การเชื่อมต่อส่วนบุคคล (Individual User services) บุคคลธรรมดาทั่วไป สามารถขอเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตได้โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ เชื่อมต่อผ่านทางสายโทรศัพท์ผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (Modem) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก เรามักเรียกการเชื่อมต่อแบบนี้ว่า การเชื่อมต่อแบบ Dial-up โดยผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิกของ ISP เพื่อขอเชื่อมต่อ

3. บริการในอินเตอร์เน็ต
บริการที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต จะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
3.1 World Wide Web (WWW.) เป็นบริการที่ช่วยให้เราดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ที่เป็น
ทั้งตัวอักษร ภาพ เสียง หรือภาพยนตร์ ในแต่ละหน้าจะมีการเชื่อมโยงถึงกัน การเชื่อมต่อลักษณะนี้จะมีลักษณะโครงข่ายคล้ายกับใยแมงมุม








ภาพที่ 13.5 การบริการแบบ World Wide Web

3.2 E - mail จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการส่ง และรับข่าวสารผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การส่งจดหมายด้วย E-mail นี้ จะถึงผู้รับได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ไม่ว่าผู้รับจะอยู่ที่ใดในโลก






ภาพที่ 13.6 การรับส่ง E-mail

3.3 Usenet เป็นบริการที่ทำให้เราสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนข่าวสาร หรือความคิดเห็นในหัวข้อต่าง ๆ กับผู้อื่นได้ เป็นบริการที่เปรียบเสมือนการจัดตั้งบอร์ดสำหรับติดประกาศข่าวสารไว้ในชุมชน เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาใช้บริการ








ภาพที่ 13.7 การบริการแบบ Usenet
3.4 FTP ย่อมาจาก File Transfer Protocol เป็นบริการการโอนย้ายไฟล์ในอินเตอร์เน็ต โดยทำการส่งผ่านไฟล์จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งในระบบ การส่งผ่านไฟล์นี้อาจส่งผ่านจากเครื่องใด ๆ ในระบบมาไว้ยังเครื่องของเรา ซึ่งเรียกว่า การดาวน์โหลด(Download) หรือส่งผ่านจากเครื่องของเราไปไว้ในระบบ ซึ่งเรียกว่า การอัพโหลด (Upload)










ภาพที่ 13.8 การบริการแบบ FTP

3.5 Telnet เป็นบริการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่อง ช่วยให้เราติดต่อขอใช้งานเครื่องบริการที่อยู่ไกล ๆ ได้ โดยเราสามารถใช้เครื่องบริการนี้เป็นเครื่องควบคุมในการสื่อสาร พูดคุย กับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่อในระบบได้











ภาพที่ 13.9 การบริการแบบ Telnet

3.6 การสนทนากับผู้อื่นแบบทันใด เป็นบริการพูดคุยคล้ายกับการใช้โทรศัพท์ แต่ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
4. การสืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต
ปัจจุบันมีเครื่องมือค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตหรือ Search Engine อยู่หลากหลายด้วยกัน แต่ละบริการ Search Engine มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กัน คือช่วยในการค้นหาข้อมูล โดยเราจะต้องพิมพ์ Keyword จากนั้นก็จะแสดงข้อมูลและเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราใช้ Search Engine ที่ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุดจะช่วยประหยัดเวลาในการค้นหาได้มากทีเดียว
เว็บไซต์ที่มีบริการ Search Engine
Yahoo!
http://www.yahoo.com/
Lycos
http://www.yahoo.com/
Altavista
http://www.yahoo.com/
Excite
http://www.yahoo.com/
Infoseek
http://www.yahoo.com/
Essential Links
http://www.yahoo.com/
Four11
http://www.yahoo.com/
Sanook.com
http://www.yahoo.com/
ในการติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตนั้น ภาษาที่ใช้สื่อสารอย่างเป็นทางการคือ ภาษาอังกฤษ แต่ปัจจุบันในประเทศได้มีการเปิด Web Site ภาษาไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างมากหากต้องการสืบค้นข้อมูลจาก WWW ที่เป็นภาษาไทย จะสามารถเข้าไปเยี่ยมชม Web Site ได้หลายวิธี จะขอยกตัวอย่างวิธีที่ง่ายและสะดวกสำหรับผู้เล่นอินเตอร์เน็ตใหม่ ๆ ดังนี้
พิมพ์ที่ Address ว่า
http://www.yahoo.com/ แล้วกด Enter จะได้พบ Web Site ซึ่งมีบริการด้านการค้นหาข้อมูลในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หลังจากนั้นในช่อง Search พิมพ์คำว่า Web index of Thailand (VOP) แล้วกด Enter จะได้พบศูนย์รวมรายชื่อ Web Site ในประเทศไทยมากมายแบ่งเป็นหลายหมวดหมู่ หากสนใจหมวดไหนก็คลิกเข้าเข้าไปเยี่ยมชมได้เลย

5. การใช้อินเตอร์เน็ตกับการศึกษา
การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการติดต่อสื่อสาร เป็นการใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสาร ระหว่างคณาจารย์และนักศึกษาสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการส่งการบ้าน นัดหมาย อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ รวมทั้งการแจกจ่ายที่อยู่ทางไปรษณีย์อิเลคทรอนิคส์ หรือที่อยู่บนเวิลด์ไวด์เว็บ เนื่องจากมีความสะดวก คือใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ผู้รับไม่จำเป็นต้องรอรับข้อมูลอยู่เหมือนการใช้โทรศัพท์ นอกจากนี้ ยังมีบริการทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักการศึกษาอีกประเภท คือ LISTSERV ซึ่งเป็นบริการที่อนุญาตให้นักการศึกษาสามารถสมัครเป็นสมาชิก ของกลุ่มสนทนา(Discussion Group) ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน โดยผู้สนใจจะต้องส่งอีเมล์ไปยังที่อยู่ของกลุ่มสนทนา ซึ่งจะนำที่อยู่อีเมล์ของผู้สนใจไปใส่ไว้ใน ลิสต์รายชื่อสมาชิก (Mailing list) เมื่อมีผู้ส่งข้อความมายังกลุ่ม เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็จะทำการคัดลอกและจัดส่งข้อมูลนี้ไปตามลิสต์รายชื่อสมาชิกที่มีอยู่ จะทำให้เรารับทราบข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลา ได้เรียนรู้ทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ และได้แสดงข้อคิดเห็นส่วนตัว และได้ซักถามข้อสงสัย หรือขอความช่วยเหลือต่าง ๆ จากสมาชิกในกลุ่ม
5.1 การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการค้นหาข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เนื่องจากข้อมูลที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีมากมายและกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ดังนั้นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้บริการอินเตอร์เน็ตและเลือกใช้ให้เหมาะสม เพื่อการค้นหาข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในการสืบค้นข้อมูล ศึกษา ค้นคว้า และวิจัยได้หลายวิธีด้วยกัน วิธีที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน คือ การสืบค้นทางเวิลด์ไวด์เว็บ เนื่องจากสามารถรองรับข้อมูลได้หลาย ๆ รูปแบบ และเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกันให้เราได้ศึกษาอย่างสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บที่สมบูรณ์แบบมาก
การค้นหาข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น (Search engine) ซึ่งซอฟต์แวร์สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บ (Web Browser) ส่วนใหญ่บริการเชื่อมต่อกับเครื่องมือเหล่านี้ไว้ให้แล้ว ผู้ใช้เพียงแต่กดปุ่มสำหรับเรียกเครื่องมือนี้ขึ้นมา พิมพ์คำ หรือข้อความที่ต้องการสืบค้นลงไป เครื่องก็จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดในโลกก็ตาม
นอกจากนี้ การเข้าใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ที่ต่ออยู่กับเครือข่าย และมีการอนุญาตให้เข้าไปใช้ได้ เช่น การติดต่อเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของห้องสมุดเพื่อค้นหา ยืม ต่อเวลาการยืม หรือการจองหนังสือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดให้บริการบริการนี้สามารถเข้าใช้ได้โดยการใช้คำสั่ง Telnet และตามด้วยชื่อเครื่อง หรือหมายเลขของเครื่องแล้วพิมพ์ชื่อในการขอเข้าใช้ (Login) บางเครื่องอาจต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นต้องทำตามคำสั่งที่ปรากฏบนจอ ซี่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละระบบของเครื่อง นอกจากห้องสมุดแล้ว เราอาจจะใช้คอมพิวเตอร์ที่เป็นฐานข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้วย โดยในบางฐานข้อมูล นอกจากผู้ใช้จะเข้าไปค้นหาบทความที่เคยตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้บริการพิเศษอื่น ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่มล่าสุด โดยต้องมีการกำหนดชื่อของวารสารที่สนใจไว้ล่วงหน้า หรือ มีบริการส่งแฟกซ์ บทความนั้นให้แก่ผู้ใช้ที่สนใจ
5.2 การประยุกต์ใช้อินเตอร์เน็ตกับกิจกรรมตามหลักสูตรเดิมที่มีอยู่
ปัจจุบันมีการใช้อินเตอร์เน็ตในหลักสูตรกิจกรรมการสอนในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ใช้กิจกรรมการสอนในโครงการร่วมระหว่างห้องเรียนจาก 2 โรงเรียน ขึ้นไป(Classroom Exchange Projects) เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลในวิชาทางวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับการรับรู้ทางสังคม และที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ เนื่องจากโครงการเหล่านี้ได้รวมเอากิจกรรมการเรียนอื่น ๆ เอาไว้ อาทิเช่น การเก็บรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การค้นคว้าวิจัย การสอบถาม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การรับรู้ทางสังคม การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนแบบออนไลน์ และการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ รวมทั้งกิจกรรมการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างนักเรียน จากต่างห้องต่างโรงเรียน
5.3 การศึกษาทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต
การศึกษาทางไกลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก ผู้เรียน และผู้สอนมีการนัดหมายเวลาที่แน่ชัด ซึ่งต้องมีเครื่องมือ และอุปกรณ์เพิ่มเติม ในการรับส่งสัญญาณ ภาพ และเสียง เช่น กล้องถ่ายภาพ ไมโครโฟน ลำโพง และซอฟต์แวร์พิเศษทั้งในส่วนของผู้สอน และในส่วนของผู้เรียน ผู้สอนและผู้เรียนสามารถสื่อสารกันได้ทันที โดยผู้สอนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังห้องเรียนจริง เพียงมาที่สถานที่ที่จัดเตรียมไว้ และสอนผ่านจอคอมพิวเตอร์ ส่วนผู้เรียนก็ไม่ต้องเดินทางมาหาผู้สอน เพียงไปยังห้องเรียนที่ได้จัดเตรียมไว้ และเรียนจากจอคอมพิวเตอร์ เมื่อมีข้อสงสัยก็สามารถที่จะถามผู้สอนได้ทันที ส่วนการศึกษาทางไกลในลักษณะที่สอง ผู้สอนจะต้องเตรียมเอกสาร การสอนไว้ล่วงหน้า และเก็บข้อมูลการสอนนี้ไว้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ผู้เรียนสามารถจะเรียนจากทุกที่ที่สามารถเข้าใช้เครือข่ายได้ในเวลาใดก็ได้ เอกสารการสอนก็ทำได้หลายลักษณะ แต่ที่นิยมทำกันก็คือ ในลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยการสอนบนเว็บ หรือ CAI on Web ถ้าผู้เรียนมีข้อสงสัยใด ๆ ก็สามารถอีเมล์ไปสอบถามจากผู้สอนได้
5.4 การเรียนการสอนเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต
ในประเทศไทยการเรียนการสอนเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่เป็นในลักษณะของการเปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้น ให้แก่สมาชิกเครือข่าย หรือประชาชนผู้สนใจทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้จัดให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต โดยจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชาต่าง ๆ ให้แก่นักศึกษา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเตรียมให้มีความพร้อมในการที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ในการค้นคว้าวิจัย หรือทำรายงาน ในรายวิชาต่าง ๆและที่สำคัญ เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ การจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตยังเป็นการส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ในลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น จากการอภิปรายผ่านอีเมล์ การเสนอความคิดเห็นในกลุ่มสนทนา หรือการนำเสนอข้อมูลบนเว็บ เป็นต้น

6. ข้อพึงระวังในการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษา
6.1 การสืบค้นข้อมูล เนื่องจากข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ องค์กร หรือสถาบันใด และเป็นข้อมูลที่ผู้ใช้เครือข่ายทุกคนมีสิทธิที่นำเสนอความคิดเห็น เผยแพร่ข่าวสารอย่างเป็นอิสระ ดังนั้น ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลและใช้วิจารณญาณในการเลือกสรรเอาเอง
6.2 การติดต่อสื่อสาร แม้ว่าการส่งอีเมล์จะเป็นวิธีการติดต่อสื่อสารที่แสนสะดวกสบาย แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่าง คือ ผู้รับไม่สามารถสังเกตการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง หรือน้ำเสียง ประกอบของผู้ส่งได้เลย ดังนั้น การเขียน หรือ พิมพ์ข้อความใด ๆ ในอีเมล์จึงจำเป็นต้องเขียนให้ชัดเจน กระชับ และถูกกาลเทศะ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้
6.3 การเผยแพร่ข้อมูล เนื่องจากอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายไร้พรหมแดน ที่ไม่มีเจ้าของ และไม่ขึ้นกับกฎระเบียบขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้น ผู้ใช้เครือข่ายที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หรือนำเสนอข้อคิดเห็นใด ๆ บนเครือข่ายจึงจำเป็นจะต้องมีจรรยาบรรณในการใช้อินเตอร์เน็ต โดยตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เหมาะสม คลาดเคลื่อน หรือที่อาจกระทบกระเทือน หรือสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นได้

บทสรุป

ปัจจุบันวงการศึกษาได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากได้มีการประดิษฐ์เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก และราคาไม่สูงเกินไปที่สถานศึกษาต่าง ๆ จะหาซื้อมาไว้ใช้ได้ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษานั้นสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหาร การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน
การใช้คอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน โดยที่เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด และการทดสอบจะถูกพัฒนาขึ้นในรูปของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักเรียกว่า Courseware ผู้เรียนจะเรียนบทเรียนจากคอมพิวเตอร์ โดยคอมพิวเตอร์จะสามารถเสนอเนื้อหาวิชาซึ่งอาจจะเป็นทั้งในรูปตัวหนังสือ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว สามารถถามคำถาม รับคำตอบจากผู้เรียนตรวจคำตอบ และแสดงผลการเรียนในรูปของข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ให้แก่ผู้เรียน
การใช้อินเทอร์เน็ตกับการศึกษา เป็นการใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียน การค้นหาข้อมูลในการเรียนด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการศึกษาทางไกลผ่านทางอินเทอร์เน็ต

คำถามทบทวน

1. ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับการศึกษาในด้านใดบ้าง ? อย่างไร ?
2. การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน สามารถนำมาใช้ในลักษณะใดบ้าง ? อย่างไร ?
3. CAI ย่อมาจากอะไร ?
4. คอมพิวเตอร์ช่วยการสอนหมายถึงอะไร ?
5. โครงสร้างของ CAI ประกอบด้วยอะไรบ้าง ? อย่างไร ?
6. จงยกตัวอย่างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอนมา 3 ประเภท พร้อมอธิบายลักษณะของแต่ละบทเรียนนั้น
7. จงอธิบายลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอนประเภท Tutorials
8. การออกแบบและการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยการสอนจะประกอบด้วยบุคลากรด้านใดบ้าง
9. จงยกตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูประบบนิพนธ์บทเรียนมา 2 โปรแกรม
10. จงอธิบายความหมายของอินเตอร์เน็ต มาพอเข้าใจ
11. IP Address หมายถึงอะไร
12. Domain Name Server (DNS) หมายถึงอะไร
13. อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต ประกอบด้วยอะไรบ้าง
14. โมเด็ม ทำหน้าที่อะไร
15. บริการในอินเตอร์เน็ต มีอะไรบ้าง
16. จงยกตัวอย่างโปรแกรม Web Browser มา 2 โปรแกรม
16. จงยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีบริการ Search Engine มา 3 เว็บไซต์
17 ท่านสามารนำอินเตอร์เน็ตมาใช้กับการศึกษาในลักษณะใดบ้าง อย่างไร
18. ในการใช้อินเตอร์เน็ตกับการศึกษา มีข้อพึงระวังอย่างไรบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น: